สมุดแพลนเนอร์ vs Bullet Journal ต่างกันยังไง แบบไหนที่คุณจะใช้รอดจริง

5

ความจริงที่คนไม่ค่อยยอมรับคือ คุณไม่ได้เลิกจดเพราะไม่มีวินัยหรอก คุณเลิกเพราะเลือกระบบผิดตั้งแต่ต้น ซื้อสมุดมาหนึ่งเล่มด้วยความคึกคัก เปิดใช้ได้ 4 วัน แล้วก็ปล่อยให้ช่องวันที่ว่างคาอยู่แบบน่าหงุดหงิด นั่นไม่ใช่ความขี้เกียจล้วนๆ แต่มันคือแรงเสียดทานของเครื่องมือที่ไม่เข้ากับชีวิตจริง

สมุดแพลนเนอร์ vs Bullet Journal ต่างกันยังไง แบบไหนที่คุณจะใช้รอดจริง

ปัญหาของบทความส่วนใหญ่คือชอบอธิบายแบบผิวๆ ว่าแพลนเนอร์มีแบบฟอร์ม ส่วน Bullet Journal ปรับเองได้ จบ แค่นั้นมันไม่พอ เพราะคนที่ค้นหาเรื่องนี้ไม่ได้อยากรู้แค่ความต่างบนกระดาษ เขากำลังอยากรู้ว่า แบบไหนจะทำให้เขาใช้ต่อได้จริง ไม่ทิ้งเล่มกลางทาง และถ้าคุณกำลังชั่งใจเรื่องสมุดแพลนเนอร์กับ Bullet Journal บทความนี้จะผ่าที่ตัวระบบ ไม่ใช่แค่หน้าตา

ความต่างที่แท้จริง อยู่ที่โครงของระบบ ไม่ใช่ความน่ารักของปก

ถ้ามองให้ตรง แพลนเนอร์กับ Bullet Journal ต่างกันที่ระดับการกำหนดล่วงหน้า ยิ่งโครงสร้างถูกวางมาเยอะ คุณยิ่งตัดสินใจน้อยลง แต่ก็ยิ่งยืดหยุ่นน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับแพลนเนอร์ vs Bullet Journal

สมุดแพลนเนอร์คือระบบที่มีรางให้วิ่ง

แพลนเนอร์มักมีช่องวันที่ รายสัปดาห์ รายเดือน ตารางนัดหมาย หรือหน้าติดตามงานที่ออกแบบมาแล้ว คุณเปิดแล้วเขียนได้ทันที ไม่ต้องคิดว่าจะเริ่มตรงไหน ข้อดีมันชัดมาก คนที่มีงานประจำ ตารางค่อนข้างนิ่ง หรืออยากเห็นสัปดาห์ทั้งก้อนในหน้าเดียว จะรู้สึกว่าใช้ง่าย หยิบแล้วทำงานต่อได้เลย

แต่ข้อเสียก็โหดเหมือนกัน ถ้าวันไหนชีวิตหลุดแผน ช่องที่เว้นไว้จะกลายเป็นหลักฐานว่าคุณหายไปกี่วัน ยิ่งเป็นแพลนเนอร์แบบลงวันที่มาแล้ว ความรู้สึกผิดจะยิ่งมาเร็ว และหลายคนก็เลิกใช้เพราะไม่อยากเปิดไปเจอหน้าที่ว่าง

Bullet Journal คือระบบที่เริ่มจากหน้าว่าง แล้วค่อยสร้างรางเอง

Bullet Journal ตามวิธีดั้งเดิมของ Ryder Carroll ไม่ได้เริ่มจากการวาดหน้าสวยๆ แบบที่คนชอบเห็นในโซเชียล แกนจริงของมันคือการจดแบบสั้น กระชับ และย้อนกลับมาทบทวนได้ โดยมีองค์ประกอบหลักอย่าง Index, Future Log, Monthly Log และ Daily Log พร้อมสัญลักษณ์สำหรับงาน เหตุการณ์ และบันทึก นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิดหนักมาก เพราะคิดว่า Bullet Journal คือสมุดวาดตาราง ทั้งที่ต้นฉบับมันคือระบบคิดเพื่อจัดการความสนใจ

ข้อดีของมันคือยืดหยุ่นสูงมาก คุณมีหนึ่งวันยุ่งจัดก็เขียนยาวได้ สัปดาห์ไหนโล่งก็ใช้แค่ครึ่งหน้า ไม่มีช่องบังคับ ไม่มีวันที่บีบคอ แต่ข้อเสียคือ คุณต้องออกแบบระบบเอง และทุกครั้งที่ต้องคิดว่าจะทำหน้าแบบไหน จะติดตามอะไร จะใช้สัญลักษณ์ยังไง นั่นคือภาระการตัดสินใจที่เพิ่มขึ้นทันที

ทำไมหลายคนเลือกผิด แล้วพังแบบเดิมซ้ำๆ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สมุดเล่มไหนดีกว่า ปัญหาอยู่ที่คนมักเลือกจากภาพฝัน ไม่ได้เลือกจากพฤติกรรมจริงของตัวเอง

แพลนเนอร์พัง เมื่อชีวิตคุณไม่เดินตามช่อง

ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการ หรือคนที่งานไหลเข้ามาไม่เป็นเวลา แพลนเนอร์แบบตายตัวอาจทำให้หงุดหงิดเร็วมาก เช้าวางไว้ 3 งาน บ่ายโดนแทรกอีก 5 เรื่อง พอจะย้ายก็ลูกศรเต็มหน้า เลอะ แก้แล้วรก สุดท้ายเลิกเปิดใช้ เพราะแค่เห็นหน้านั้นก็เหนื่อยแล้ว

อีกจุดที่คนไม่ค่อยพูดคือแพลนเนอร์บางเล่มออกแบบมาดีในร้าน แต่ใช้จริงไม่ดีในชีวิต เช่น ช่องแคบเกินสำหรับคนที่ต้องจดหลายโปรเจกต์ หรือมีหน้าติดตามเยอะจนกลายเป็นภาระเพิ่ม ไม่ได้ช่วยลดงานเลย

Bullet Journal พัง เมื่อคุณเผลอทำมันเป็นงานศิลปะแทนระบบทำงาน

ฝั่ง Bullet Journal ก็ไม่ได้โรยกลีบกุหลาบ คนจำนวนไม่น้อยพังเพราะเริ่มจากภาพสวยเกินจริงใน Pinterest หรือคลิปตกแต่งสมุด แล้วเข้าใจว่าต้องวาดให้ครบทุกหน้า ต้องมีธีมทุกเดือน ต้องใช้ปากกา 8 สี พอทำไม่ทันก็เริ่มรู้สึกว่าใช้ไม่เป็น ทั้งที่ความจริงวิธีดั้งเดิมไม่ได้บังคับแบบนั้นเลย

ถ้าคุณต้องใช้เวลา 40 นาทีเพื่อเตรียมหน้าสำหรับการจด 10 นาที ระบบนั้นกำลังกินแรงมากกว่าช่วยชีวิต นี่คือจุดตายที่บทความเชียร์แบบโลกสวยไม่ค่อยบอก

วิธีเลือกแบบไม่พลาด ใช้กรอบดูจากแรงเสียดทาน 3 ชั้น

ถ้าคุณพิมพ์หาเรื่อง แพลนเนอร์ vs Bullet Journal เพราะลังเลอยู่ตรงกลาง ลองอย่าเริ่มจากคำถามว่าแบบไหนดีกว่า ให้เริ่มจากคำถามว่าแบบไหนฝืนตัวคุณน้อยกว่า ผมเรียกวิธีนี้ว่าแกนแรงเสียดทาน 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 ชีวิตคุณนิ่งหรือแกว่ง

ถ้าตารางค่อนข้างนิ่ง เช่น เรียนตามคาบ ทำงานตามเวลา ประชุมเป็นรอบ แพลนเนอร์มักไปได้ไกลกว่า เพราะคุณใช้ประโยชน์จากโครงที่มีอยู่แล้วได้เต็มที่ แต่ถ้าวันหนึ่งโล่ง อีกวันงานทะลัก เปลี่ยนแผนทั้งวัน Bullet Journal จะหายใจคล่องกว่า เพราะพื้นที่มันขยายหรือหดตามความจริงได้

ชั้นที่ 2 คุณชอบทำตามระบบ หรือชอบสร้างระบบเอง

บางคนแค่มีช่องให้กรอกก็เริ่มได้ทันที แบบนี้แพลนเนอร์ชนะชัดเจน เพราะมันลดการคิดจุกจิก แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบปรับวิธีทำงานของตัวเองเรื่อยๆ ชอบทดลองหน้าติดตามงาน หน้าบันทึกอารมณ์ หรือ habit tracker ที่เปลี่ยนทุกเดือน Bullet Journal จะให้พื้นที่มากกว่า

ชั้นที่ 3 คุณต้องการแค่จัดตาราง หรืออยากเห็นชีวิตทั้งก้อน

แพลนเนอร์เด่นเรื่องนัดหมาย เดดไลน์ และภาพรวมเวลา ส่วน Bullet Journal เด่นเรื่องการผสมงาน ความคิด บันทึก และการทบทวนเข้าไว้ด้วยกันในเล่มเดียว ถ้าคุณต้องการแค่ไม่ลืมประชุม สมุดแพลนเนอร์อาจพอแล้ว แต่ถ้าคุณอยากจับทั้งงาน สิ่งที่คิดค้าง เรื่องส่วนตัว และสิ่งที่ต้องกลับมาทบทวน Bullet Journal จะคมกว่า

พูดให้ชัด แพลนเนอร์เหมาะกับคนที่อยากลดการออกแบบระบบ ส่วน Bullet Journal เหมาะกับคนที่ยอมลงทุนสร้างระบบเพื่อแลกกับความยืดหยุ่น

แล้วแบบไหนเหมาะกับใคร แบบไม่อ้อมค้อม

ถ้ายังตัดสินใจไม่ขาด ลองดูตามรูปแบบการใช้งานจริง ไม่ใช่ตามภาพบนปกหรือรีวิวที่ถ่ายโต๊ะสวยๆ

ภาพรวมแบบสั้นและใช้ได้จริงมีประมาณนี้

  • นักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ที่มีตารางค่อนข้างแน่นและซ้ำกันบ่อย มักไปได้ดีกับแพลนเนอร์รายสัปดาห์หรือรายเดือน
  • ฟรีแลนซ์ คนทำหลายบทบาท เจ้าของธุรกิจเล็ก ที่งานเหวี่ยงตลอด มักใช้ Bullet Journal ได้คล่องกว่า เพราะไม่ต้องติดกับช่องตายตัว
  • คนที่เพิ่งเริ่มวางแผน และรู้ตัวว่าเลิกง่าย ควรเริ่มจากแพลนเนอร์แบบไม่ลงวันที่ เพื่อลดแรงกดดันจากหน้าว่าง
  • คนที่ชอบจดคิด ทบทวนตัวเอง หรือ track นิสัย มักเข้ากับ Bullet Journal มากกว่า เพราะมันรวมทั้งการวางแผนและการสะท้อนได้ในเล่มเดียว

แต่ยังมีอีกกลุ่มที่ไม่ค่อยมีใครบอก นั่นคือคนที่ไม่ได้เหมาะกับฝั่งใดฝั่งหนึ่งแบบสุดโต่ง คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้ต้องเลือกระหว่างสองฝั่งแบบขาวดำ

ทางออกที่คนมองข้าม คือใช้แบบผสม ไม่ต้องภักดีต่อระบบเดียว

โลกจริงไม่ได้แจกเหรียญให้คนซื่อสัตย์กับเครื่องมือเล่มเดียว ถ้าการใช้สองระบบแล้วชีวิตลื่นกว่า ก็ทำไปเถอะ

แพลนเนอร์ไว้ดูเวลา Bullet Journal ไว้คิดและเคลียร์หัว

วิธีผสมที่ใช้ได้จริงมากคือใช้แพลนเนอร์สำหรับนัดหมาย งานประจำ และภาพรวมสัปดาห์ แล้วใช้ Bullet Journal เป็นที่รวบรวมงานแตกย่อย ไอเดีย บันทึกประชุม หรือรายการที่ต้องโยกไปมา วิธีนี้ช่วยให้แต่ละเล่มทำหน้าที่ของมัน ไม่แบกเกินตัว

อีกทางหนึ่งคือใช้สมุดแบบ grid notebook แล้วทำ Bullet Journal ให้ง่ายที่สุด แต่แทรกสติกเกอร์วันที่หรือแม่แบบรายสัปดาห์ลงไปบางส่วน แบบนี้คุณจะได้ความยืดหยุ่นโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง

ถ้าอิงจากหลักดั้งเดิมของ Ryder Carroll แก่นของ Bullet Journal คือการช่วยให้คุณสังเกตว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรแบกต่อ ดังนั้นถ้าระบบที่คุณใช้ทำให้เหนื่อยกว่าเดิม มันก็หลุดจากแก่นนี้ไปแล้ว ไม่ว่าหน้าตาจะสวยแค่ไหนก็ตาม

ก่อนซื้อเล่มใหม่ ลองทดสอบตัวเอง 7 วันก่อนก็ได้ แบ่งกระดาษธรรมดาเป็นสองแบบ แบบแรกใช้ช่องเวลาเหมือนแพลนเนอร์ แบบที่สองจดแบบอิสระเหมือน Bullet Journal แล้วดูเลยว่าอันไหนทำให้คุณกลับมาเปิดใช้ในวันที่ยุ่งจัด อันไหนทำให้รู้สึกว่าเริ่มได้ทันทีโดยไม่ถอนหายใจ เพราะสุดท้ายเล่มที่ดีไม่ใช่เล่มที่คนชมว่าสวย แต่คือเล่มที่คุณยังใช้อยู่หลังความเห่อหายไปแล้ว คุณกำลังมองหาสมุดที่ดูดี หรือระบบที่ช่วยให้ชีวิตไม่เละกว่าเดิมกันแน่?