พอถึงฤดูยื่นภาษี หลายคนมักรู้สึกว่าตัวเลขเต็มไปหมดจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ทั้งที่จริงแล้วหลักของการ คำนวณภาษีเงินได้ ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด สิ่งสำคัญคือเข้าใจให้ถูกก่อนว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้คิดจากรายรับทั้งหมด แต่คิดจาก เงินได้สุทธิ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วต่างหาก
ถ้าเข้าใจโครงสร้างนี้ การดูสลิปเงินเดือน โบนัส รายได้เสริม หรือเอกสารหัก ณ ที่จ่ายจะง่ายขึ้นทันที บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ภาพใหญ่ไปจนถึงวิธีคำนวณแบบเห็นตัวเลขจริง เพื่อให้คุณไม่เพียงยื่นภาษีได้ถูก แต่ยังวางแผนภาษีได้ดีขึ้นในปีถัดไปด้วย
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คิดจากอะไรแน่
แก่นของเรื่องมีอยู่ประโยคเดียว คือ ภาษีคำนวณจากเงินได้สุทธิ ไม่ใช่รายรับทั้งปี นั่นหมายความว่าเงินเดือน โบนัส ค่าจ้าง ฟรีแลนซ์ ค่าเช่า หรือรายได้อื่น ๆ ต้องถูกนำมารวมกันก่อน แล้วค่อยหักตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด
สูตรจำง่าย
เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณตาม อัตราภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งเป็นหลักที่กรมสรรพากรใช้มาโดยตลอด ปัจจุบันอัตราสูงสุดอยู่ที่ 35% และเริ่มมีภาระภาษีตั้งแต่ช่วงเงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาทขึ้นไป
ขั้นตอนคำนวณแบบเป็นลำดับ
ถ้าอยากให้เข้าใจเร็ว ให้คิดเป็น 5 ขั้นตอนต่อเนื่องดังนี้
- รวมเงินได้ทั้งปี
รวมรายได้ทุกทางที่เข้าข่ายเงินได้พึงประเมิน เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าคอมมิชชัน รายได้ฟรีแลนซ์ หรือค่าเช่า บางคนพลาดตรงนี้เพราะคิดเฉพาะรายได้ประจำ แต่ลืมรายได้เสริมที่ต้องนำมารวมด้วย - หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้
รายได้แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน เช่น เงินเดือนมักหักแบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนรายได้ประเภทอื่นอาจใช้หลักเกณฑ์ต่างกัน นี่คือจุดที่ทำให้ตัวเลขสุดท้ายต่างจากที่หลายคนเดาไว้มาก - หักค่าลดหย่อน
ค่าลดหย่อนที่พบบ่อย ได้แก่ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ประกันสังคม ดอกเบี้ยบ้าน ประกันชีวิต กองทุน และสิทธิลดหย่อนบุตรหรือคู่สมรส ถ้าเก็บเอกสารดี ๆ ช่วงนี้จะช่วยลดภาระภาษีได้ชัดเจน - นำเงินได้สุทธิไปเข้าอัตราภาษีขั้นบันได
สำคัญมากตรงที่ไม่ได้เอายอดทั้งหมดไปคูณอัตราเดียว แต่จะแบ่งคำนวณเป็นช่วง ๆ เหมือนบันได ยิ่งเกินช่วงไหนก็เสียเฉพาะส่วนที่เกินในอัตราของช่วงนั้น - หักภาษีที่ถูกหักไว้แล้ว
เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนหรือรายได้อื่น ถ้าถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็มีโอกาสได้เงินคืน
อัตราภาษีแบบขั้นบันไดที่ควรรู้
อ้างอิงตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบ่งเป็นช่วงสำคัญดังนี้
- เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท ยกเว้นภาษี
- 150,001-300,000 บาท เสีย 5%
- 300,001-500,000 บาท เสีย 10%
- 500,001-750,000 บาท เสีย 15%
- 750,001-1,000,000 บาท เสีย 20%
- 1,000,001-2,000,000 บาท เสีย 25%
- 2,000,001-5,000,000 บาท เสีย 30%
- มากกว่า 5,000,000 บาท เสีย 35%
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยคือ ถ้าเงินได้สุทธิอยู่ที่ 400,000 บาท ไม่ได้แปลว่าต้องเสีย 10% ของ 400,000 ทั้งก้อน แต่เสีย 0% ในช่วงแรก 5% ในช่วงถัดมา และ 10% เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาทเท่านั้น
ตัวอย่างคำนวณให้เห็นภาพจริง
ลองดูเคสของพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งที่มีเงินเดือนและโบนัสรวมทั้งปี 520,000 บาท
- รายได้ทั้งปี 520,000 บาท
- หักค่าใช้จ่ายจากเงินเดือน 100,000 บาท
- คงเหลือ 420,000 บาท
- หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- หักประกันสังคม 9,000 บาท
- เงินได้สุทธิเท่ากับ 351,000 บาท
เมื่อเอา 351,000 บาทไปคิดภาษีแบบขั้นบันได จะได้ดังนี้
- 0-150,000 บาท ยกเว้นภาษี
- 150,001-300,000 บาท = 150,000 บาท เสีย 5% เท่ากับ 7,500 บาท
- 300,001-351,000 บาท = 51,000 บาท เสีย 10% เท่ากับ 5,100 บาท
ดังนั้นภาษีรวมที่ต้องเสียคือ 12,600 บาท ถ้าระหว่างปีนายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว 15,000 บาท เท่ากับว่าผู้เสียภาษีมีโอกาสขอคืนภาษี 2,400 บาท นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเช็กตัวเลขด้วยตัวเองจึงสำคัญมาก
จุดที่คนมักพลาดเวลาคิดภาษี
แม้หลักการจะไม่ยาก แต่รายละเอียดเล็ก ๆ ทำให้ผลต่างกันพอสมควร โดยเฉพาะเวลาต้อง คำนวณภาษีเงินได้ จากรายได้หลายทาง
- นับเฉพาะเงินเดือน แต่ลืมโบนัสหรือรายได้เสริม
- สับสนระหว่างค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อน ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกัน
- คิดภาษีทั้งก้อนในอัตราเดียว แทนที่จะใช้ขั้นบันได
- ไม่เก็บเอกสารสิทธิลดหย่อน ทำให้เสียภาษีเกินจำเป็น
- ไม่ตรวจยอดหัก ณ ที่จ่าย จึงพลาดโอกาสขอคืนภาษี
ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์หรือมีรายได้หลายประเภท เรื่องนี้ยิ่งต้องละเอียด เพราะแต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เหมือนกัน และบางกรณีมีผลต่อการวางแผนภาษีทั้งปีอย่างชัดเจน
สรุป: เข้าใจโครงสร้าง แล้วภาษีจะไม่น่ากลัว
สุดท้ายแล้วคำถามว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณยังไง มีคำตอบที่ตรงไปตรงมามากกว่าที่หลายคนคิด นั่นคือเริ่มจากรวมรายได้ หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน แล้วค่อยนำเงินได้สุทธิไปคิดตามขั้นบันไดภาษี เท่านี้คุณก็จะมองภาพภาษีตัวเองออกชัดขึ้น ไม่ว่าจะต้องจ่ายเพิ่มหรือมีสิทธิได้เงินคืน
เมื่อเข้าใจวิธีคิดแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่แค่ยื่นให้ทันเวลา แต่คือการย้อนมองว่า ปีหน้าจะจัดการรายได้ เอกสาร และสิทธิลดหย่อนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม เพราะคนที่วางแผนภาษีเป็น มักไม่ได้แค่เสียภาษีอย่างถูกต้อง แต่ยังบริหารเงินได้ฉลาดกว่าด้วย







































